INFERTILITY : ภาวะบุตรยาก
Tuesday, June 27th, 2006 | Author: susheewa

การที่คนเราจะมีลูกได้นั้น สามีต้องมีเชื้ออสุจิที่แข็งแรง ภรรยาต้องมีไข่ซึ่งเกิดจากรังไข่ที่ทำงานได้อย่างสมบูรณ์ ทั้งก่อนและหลังไข่ตก “เชื้ออสุจิ” ต้องพบกับ “ไข่” ในสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม ซึ่งโดยปกติสถานที่นัดพบครั้งแรก จะเป็น “ท่อนำไข่” ดังนั้น “ท่อนำไข่” ต้องสะดวกในการเดินทาง และมีบรรยากาศที่ไม่เป็นพิษ เมื่อพบกันอสุจิต้องผสมกับไข่ ให้ได้ เพราะทั้งสองมีอายุการใช้งานที่สั้นเพียง 24-48 ชั่วโมงเท่านั้น การผสม (Fertilization) ต้องพอเหมาะพอดี เร็วเกินไปหรือช้าเกินไป จะได้ “ตัวอ่อน” ที่ไม่ดี
ตัวอ่อนที่ได้จากการผสมจะเดินทางในท่อนำไข่เข้าหาโพรงมดลูก ซึ่งในระหว่างทางจะแบ่งตัวและเติบโตแต่ห้ามมีอะไรมาขัดขวาง มิฉะนั้น “ตัวอ่อน” จะตายหรือหยุดลงฝังตัวตรงนั้น “ตัวอ่อน” เดินทางในท่อนำไข่ 5-7 วัน ก็ถึงโพรงมดลูกสักระยะหนึ่ง และฝังตัว ในราววันที่ 7-9 นับแต่วันที่ปฏิสนธิ มดลูกของสตรีจึงมีคุณค่า ในการรักษาชีวิต “ตัวอ่อน” ต่อแต่นี้ไป หากมดลูกไม่ดี เช่น มีเนื้องอกหรือเยื่อโพรงมดลูกบางเกินไป “ตัวอ่อน” อาจฝังตัวไม่ได้ และตายไปสตรีผู้นั้นก็จะไม่สามารถตั้งครรภ์ได้
คนรักที่แต่งงานและอยู่กินกว่า 1 ปี แล้วยังไม่มีลูก เรียกว่าเป็น “คนมีลูกยาก” เพราะจากการสำรวจวิจัย คู่สมรส 100 คู่ ที่อยู่กันครบ 1 ปี มีเพศสัมพันธ์สม่ำเสมอ จะมีลูกหรือกำลังตั้งครรภ์ถึง 90 คู่หรือ 90% เหลือเพียง 10% เท่านั้น ที่ยังไม่มีลูกคนเหล่านี้ถือว่าเป็น “คนมีลูกยาก” ประเภทเริ่มแรก (Primary infertile)
แต่ยังมีบางคนที่เคยมีลูกมาแล้ว เช่น พวกลูกโต ลูกตาย หรือเป็นหม้าย แต่งงานใหม่วันดีคืนดีนึกอยากจะมีลูก และได้พยายามดูอยู่นานเกินกว่า 1 ปี ก็ยังไม่สำเร็จ คนพวกนี้ถือว่า มีลูกยากเช่นกัน แต่เป็น “คนมีลูกยากประเภทที่สอง” (Secondary infertile) เรียกง่ายๆ ว่า “ประเภทกลับใจ”
ต้องมีองค์ประกอบสมบูรณ์ดี อย่างน้อย 5 ประการ
1.ฝ่ายชายต้องมี “เชื้ออสุจิ” จำนวนมากพอสมควร แข็งแรง และเคลื่อนไหวได้ดี 2.ฝ่ายหญิงต้องมี “ไข่” ที่สมบูรณ์ดีและมีการตกไข่ที่สม่ำเสมอ 3.มูกปากมดลูก ต้องมีคุณภาพดีปริมาณพอเหมาะ และเป็นมิตร คอยช่วยเหลือการเดินทางของ “อสุจิ” จนถึงจุดหมายปลายทาง 4.เส้นทาง ตั้งแต่ปากมดลูก, โพรงมดลูกและท่อนำไข่ ต้องดี สะดวกไม่มีอุปสรรคขัดขวางทั้งขาไปและขากลับ 5.มดลูกต้องดี ไม่มีเนื้องอก เยื่อบุโพรงมดลูกต้องหนาพอที่จะรองรับ การฝังตัวและเจริญเติบโตของ “ตัวอ่อน” อย่างไม่มีปัญหา จนถึงกำหนดคลอดออกมา
การประเมินสภาพของ “คนมีลูกยาก” (Infertility evaluation) ทราบได้ง่าย โดยการตรวจวิเคราะห์น้ำอสุจิด้วยกล้องจุลทรรศน์ธรรมดา หรืออาศัยคอมพิวเตอร์ช่วยตรวจหา
1. การทดสอบหลังมีเพศสัมพันธ์ (Postcoital test)
เป็นการตรวจดูความสามารถของ “ตัวอสุจิ” ในสิ่งแวดล้อมใหม่ (มูกปากมดลูก) ว่าจะอยู่รอดและเคลื่อนไหวได้หรือไม่
ปกติ มูกปากมดลูก จะทำหน้าที่เป็นมิตรคอยปกป้อง”ตัวอสุจิ” จากสภาพแวดล้อมที่เป็นอันตรายภายในช่องคลอด และเป็นสะพานช่วยให้ “อสุจิ” เคลื่อนไหวไปยังท่อนำไข่ได้เร็วขึ้น ขณะเดียวกันยังเป็นตะแกรง คอยกรอง “ตัวอสุจิ” ที่ผิดปกติอีกด้วย แต่ในบางกรณี มูกปากมดลูก ทำหน้าที่เป็นศัตรูของ “อสุจิ” เสียเอง ทำให้ “อสุจิ” ที่สัมผัสถูก เคลื่อนไหวไม่ได้หรือตายหมด การทดสอบนี้ พอจะบอกได้ว่า ปัญหาอยู่ที่ปากมดลูก (Cervical factor) วิธีการ
คือ ตรวจมูกบริเวณปากมดลูกในช่วงระยะเวลา 2-12 ชั่วโมง ภายหลังมีเพศสัมพันธ์กลางรอบเดือน (Midcycle) เพื่อตรวจดูจำนวน และการเคลื่อนไหวของ “ตัวอสุจิ” ผลที่น่าพอใจ คือ มีจำนวน “ตัวอสุจิ” มากกว่า 10 ตัวต่อหนึ่งหน่วยพื้นที่ กำลังขยายสูง (High power field) ที่เคลื่อนไหวไปข้างหน้าได้รวดเร็ว
ผลอันไม่เป็นที่พอใจคือ ไม่เห็น “ตัวอสุจิ” เลย หรือพบจำนวนน้อยมากๆ “อสุจิ” ส่วนใหญ่ไม่เคลื่อนไหวหรือเคลื่อนไหวแบบ “ชักกระตุก”
เมื่อผลที่ปรากฏออกมาว่า “พอใจ” ก็ไม่ต้องทำอะไร กรรมวิธีรักษาธรรมดาน่าจะให้ผลดี แต่ถ้าผลออกมาว่า “ไม่น่าพอใจ” แสดงว่าปัญหาอยู่ที่ มูกปากมดลูก ต้องแก้ไขหรือข้ามขั้นตอน ไปใช้วิธีการที่ไม่ต้องอาศัยมูกบริเวณปากมดลูก
2. การทดสอบคุณสมบัติ “ตัวอสุจิ”
เช่น การตรวจหาภูมิต้านทาน (Sperm antibodies) หรือ ความสามารถในการปฏิสนธิ (Fertilization capacity) ของ “ตัวอสุจิ” ค่อนข้างยุ่งยาก จะไม่นำมากล่าวในที่นี้
แนวทางการรักษาปัญหาจากฝ่ายชาย
การรักษาทางยาหรือผ่าตัดมักไม่ค่อยได้ผล แต่ในสถานที่ที่ไม่มีเครื่องมือเทคโนโลยีก้าวหน้า ก็ต้องรักษาโรค ที่อาจเป็นสาเหตุให้ “เชื้ออ่อน” ไปก่อน เช่น โรคธัยรอยด์ ภาวะฮอร์โมนโปรแลคตินสูงในกระแสเลือด รวมทั้งการผ่าตัด เส้นเลือดขอดบริเวณอัณฑะ หรือตัดต่อท่อนำน้ำเชื้ออสุจิเพื่อแก้หมัน
คุณผู้ชายทั้งหลายก็ลองสำรวจตัวเองดูว่า บกพร่องมาจากพฤติกรรม ของตัวคุณหรือเปล่า แต่ถ้าจนแล้วจนรอดก็ยังไม่เสร็จสมอารมณ์หมาย มีอุแว้ อุแว้ ไว้เชยชมสักที ก็ต้องปรึกษาแพทย์กันล่ะ จะได้ตรวจวิเคราะห์กันอย่างละเอียดต่อไป
ความผิดปกติที่จะเกิดกับฝ่ายหญิง
ปัจจัยจากฝ่ายหญิง (Female Factors)
1. ปากมดลูก (Cervical Factors)
การเดินทางของ “ตัวอสุจิ” จากปากมดลูกเพื่อไปปฏิสนธิกับ “ไข่” ที่ปีกมดลูกต้องอาศัยมูกปากมดลูกเป็นปัจจัยสำคัญ เพราะฉะนั้น ปากมดลูกอาจเป็นปัญหาขัดขวางการเดินทางของเชื้ออสุจิได้ หากมีการติดเชื้อเรื้อรังได้รับการผ่าตัดหรือจี้ทำลายด้วยไฟฟ้า และมูกปากมดลุกมีภูมิต้านทานต่อ “อสุจิ” เป็นต้น
การทดสอบส่วนใหญ่เป็นการตรวจคุณสมบัติของมูกปากมดลูก เช่น ตรวจความเป็นกรด-ด่าง (ปกติ pH =
, การทดสอบหลังมีเพศสัมพันธ์ (Postcoital Test), ตรวจการตกผลึกเป็นรูปเฟิร์น และการยืดตัวในช่วงไข่ตก (Crystallization & Spinnbakeit) และการเพราะเชื้อ เป็นต้น
แนวทางการรักษา ให้ฮอร์โมนโตรเจนต่ำ ๆ ทำให้มูกปากมดลูกใสมากขึ้น รับประทานยาฆ่าเชื้อลดการอักเสบบริเวณปากมดลูก ฉีดเชื้อเข้าโพรงมดลูก ทำ “กิ๊ฟ” และ “เด็กหลอดแก้ว” เพื่อหลีเลี่ยงไม่ต้องสัมผัส ผ่าน หรืออาศัยมูกปากมดลูก
2. มดลูก (Uterine Factor)
มีหน้าที่รองรับ “ตัวอ่อน” จากปีกมดลูกมาเจริญเติบโตและฝังตัว ขณะเดียวกันยังปกป้องอันตรายจากสิ่งแวดล้อมภายนอกด้วย
ประเมินสภาพของมดลูก โดยการฉีดเข้าโพรงมดลูก (Hysterosalpingography), การส่องกล้องเข้าไปดูภายในโพรงมดลูก (Hysteroscope), การเจาะท้องส่องกล้องดูพยาธิสภาพในอุ้งเชิงกราน (Laparoscope) และการขูดมดลูก เพื่อตรวจสอบการตกไข่ และการทำงานของรังไข่ เป็นต้น
แนวทางการรักษา
ส่วนใหญ่เป็นการผ่าตัด ซึ่งจะทำในกรณีมีเนื้องอก (Myomectomy) มดลูกมีรูปร่างผิดปกติมาแต่กำเนิด (Metroplasty) หรือมีพังผืดในโพรงมดลูก (Removal of Intrauterine Synechiae) ส่วนการรักษาทางยา มักใช้กรณีติดเชื้อภายในโพรงมดลูก (Endometritis) หรือให้ในรูปฮอร์โมนเพื่อฟื้นฟูเยื่อบุโพรงมดลูก หลังจากกำจัดพังผืดภายในมดลูกออกไปแล้ว
3. ปีกมดลูก หรือท่อน้ำไข่ (Tubal Factor)
ทำหน้าที่เป็นทางเดินของเซลล์สืบพันธุ์ (ไข่ และอสุจิ) เป็นจุดกำเนิดแห่งแรกของมนุษย์และฟูมฟัก “ตัวอ่อน” ก่อนล่องลอยเข้าสู่โพรงมดลูก เพราะฉะนั้นปีกมดลูกจึงมีความสำคัญมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จะต้องมีเส้นทางคมนาคมที่สะดวกตลอดสาย ระหว่างปลายทางทั้งสองข้าง (Fimbria and Ostia)
การตรวจสอบสภาพของปีกมดลูกส่วนใหญ่วิธีการทดสอบจะเน้นว่า มีการอุดตันหรือไม่ (Obstruction or Patency) แต่อาจบอกได้ถึง เนื้องอกในโพรงมดลูก (Polyp or Submucous Myoma), ตำแหน่งการวางตัว (Location) และหน้าที่การทำงาน (Function) ของปีกมดลูกอีกด้วย
วิธีการตรวจสอบปีกมดลูก ประกอบด้วย
การฉีดสีเข้าโพรงมดลูกและเอกซเรย์ (Hysterosalpingography), การเจาะท้องส่องกล้อง (Laparoscope) ร่วมกับการฉีดสี Methylene Blue เข้าทางปากมดลูก, การฉีดลมผ่านเข้าโพรงมดลูกและให้ผ่านออก ทางปีกมดลูก (Tubal Insufflation) และการฉีดของเหลวทางปากมดลูก พร้อมกับตรวจอัลตราซาวน์ทางช่องคลอด ดูการผ่านของของเหลวในปีกมดลูก เข้าไปสะสมที่อุ้งเชิงกรานส่วนต่ำสุด (Hysterosalpingo-Contrast-Sonography)
แนวทางการรักษา
ผ่าตัด ตกแต่งต่อท่อนำไข่ กรณีตีบตันหรือแก้หมันเลาะพังผืด รอบๆ ท่อนำไข่และทำ “เด็กหลอดแก้ว” หยอดทางปากมดลูก กรณีท่อนำไข่อุดตันทั้งสองข้าง
4. รังไข่ (Ovarian Factor)
มีหน้าที่ผลิต “ไข่” และสร้างฮอร์โมน ซึ่งมีอิทธิพลต่อโครงสร้างและการทำงานของวัยวะสืบพันธุ์สตรี
การประเมินสภาพของ “รังไข่” โดยการเจาะเลือด ตรวจฮอร์โมน (FSH, LH, Estradiol, Progesterone) และติดตามดูอัลตราซาวนด์ทางช่องคลอดเป็นระยะๆ เพื่อให้ทราบว่า มีการตกไข่ (Ovulation) หรือไม่ การทำงานของรังไข่ก่อน และหลังไข่ตกเป็นอย่างไร
นอกจากนี้ยังมีการตรวจโดยอ้อมอื่นๆ อีก เช่น การวัดอุณหภูมิกายพื้นฐาน (Basal Body Temperature), การขูดเอาเยื่อบุโพรงมดลูกมาตรวจ เพื่อดูการทำงานของรังไข่ ภายหลังไข่ตก (Endometrial Biopsy) เป็นต้น
แนวทางการรักษา
กรณีไข่ไม่ตก (Anvulation) ต้องหาสาเหตุให้ได้ เช่น เป็นโรคต่อมธัยรอยด์, โรคพี.ซี.โอ.ดี. (PCOD), เครียดจัด เป็นต้น แก้ไขสาเหตุดังกล่าวแล้วจึงมาทำการกระตุ้นไข่ (Ovulation Induction) ร่วมกับการฉีดเชื้อ (IUI), ทำ “กิ๊ฟ” (GIFT), ทำ “เด็กหลอดแก้ว” (ZIFT) หรือ “อิ๊กซี่” (ICSI) เป็นกรณี ๆ ตามความเหมาะสม
กรณีรังไข่เป็นเนื้องอกหรือถุงน้ำขนาดใหญ่ ก็จำเป็นต้องทำการผ่าตัดรักษา (Cystectomy & Oophorectomy) กรณีรังไข่ไม่ทำงาน (Ovarian Failure) หากยังต้องการมีลูก คงต้องใช้วิธี “อุ้มบุญ” เอา “ไข่” ของคนอื่นมาแทน (Ovum Donation)
5. เพศสัมพันธ์ (Coital Factor)
เป็นปัญหาสำคัญที่คนไทยส่วนใหญ่ไม่ค่อยกล้าเปิดเผย อาจเนื่องด้วยวัฒนธรรม ประเพณี ทัศนคติ ที่ถ่ายทอดต่อๆ กันมา รวมทั้งเวลาที่มีให้กันและกันก็เหลือน้อยลงทุกที
แนวทางแก้ไข
ทำจิตบำบัด (Psychotherapy) ปรับเปลี่ยนทัศนคติ และปรึกษาผู้รู้ในเรื่องเพศศึกษา (Sexual Therapy) บางทีอาจต้องใช้วิธีฉีดนำเชื้อสามีที่คัดแล้วเข้าสู่โพรงมดลูก โดยตรงไปเลย (Intrauterine Insemination)
ภาวะมีลูกยากที่หาสาเหตุไม่พบ (Unexplained Infertility) หมายความว่า คู่สามีภรรยาที่มีลูกยากนั้น ได้ทดสอบทุกวิธีกระบวนการหาสาเหตุเท่าที่จะทำได้แล้ว ไม่พบความผิดปกติทั้งสองฝ่าย
เทคโนโลยีการช่วยเหลือและรักษาภาวะมีลูกยาก เท่าที่มีในปัจจุบัน
- การฉีดเชื้อเข้าโพรงมดลูก (Intrauterine Insemination ชื่อย่อ “IUI”) มีอัตราการตั้งครรภ์ประมาณ 15-20% ต่อรอบเดือน
- การทำ “กิ๊ฟ” (”GIFT” ย่อมาจาก Gamete Intrafollopian Transfer) มีอัตราการตั้งครรภ์ ประมาณ 30-40%
- การทำ “เด็กหลอดแก้ว” วิธีมาตรฐาน และหยอด “ตัวอ่อน” ทางช่องคลอด (”IVF-ET” In Vitro Fertilization Embryo Transfer) มีอัตราการตั้งครรภ์ประมาณ 20%
- การทำ “เด็กหลอดแก้ว” แล้วหยอด “ตัวอ่อน” ทางปีกมดลูก (”ZIFT” ย่อมาจาก Zygote Intrafollopian Transfer) มีอัตราการตั้งครรภ์ 30-40%
- การเจาะ “ไข่” ใส่ “ตัวอสุจิ” เข้าไปหนึ่งตัว (Micromanipulation) PZD (Partial Zona Dissection) ปัจจุบันนี้ไม่นิยมทำอีกต่อไป SUZI (Subzonal Sperm Injection) ปัจจุบันนี้ไม่นิยมทำอีกต่อไปแล้ว “อิ๊กซี่” (”ICSI” ย่อมาจาก Intracytoplasmic Sperm Injection)
- การแช่แข็ง (Cryopreservation) ปัจจุบันยังทำได้เฉพาะ “ตัวอสุจิ” และ “ตัวอ่อน”
- การใช้ “ไข่” บริจาค หรือ “อุ้มบุญ” (Ovum Donation)
- การสกัด “ตัวอสุจิ” ออกมาจากอัณฑะในกรณีไม่มี “ตัวอสุจิ” ในน้ำเชื้อ 9.นอกจากนี้มีวิธีการที่สูงกว่าเด็กหลอดแก้วคือ บลาสโตซิส คัลเจอร์ เป็นการเลี้ยงตัวอ่อนไปจนถึงระยะสุดท้าย ก่อนที่จะฝังตัวเป็นเด็ก คือประมาณ 5 วัน ตรงนี้จะเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์ได้สูงกว่า 50% ในขณะที่ค่าใช้จ่ายโดยรวมไม่ต่างกันมากคือระดับแสนต้น ๆ และเป็นวิธีการที่ไม่เจ็บตัว
“มีซ่า” (”MESA” ย่อมาจาก Microscopic Epididymal Sperm Aspiration) สกัดจากท่อนำน้ำเชื้อส่วน Epididymis “เทเซ่” (”TESE” ย่อมาจาก Testicular Sperm Extraction) สกัดจากเนื้อัณฑะโดยตรง
ความสำเร็จของการรักษาภาวะนี้ขึ้นอยู่กับความสามารถของหมอ มาตรฐานของสถาบันและตัวคนไข้เอง
จากการวิจัยถึงผลการรักษาภาวะมีลูกยาก เมื่อครบกำหนดเวลา 1 ปี จะมีโอกาสตั้งครรภ์แตกต่างกันตามเหตุปัจจัย ดังนี้
กรณีที่มีสาเหตุมาจาก “ไข่” ไม่ตกหรือตกไม่สม่ำเสมอ (Anovulation) มีโอกาสตั้งครรภ์สูงมากคือ ประมาณ 80-90% กรณีที่หาสาเหตุไม่พบ (Unexplained Infertile) มีโอกาสตั้งครรภ์สูงพอสมควรประมาณ 70% กรณี “เชื้ออสุจิ” ที่มีจำนวนปกติแต่คุณสมบัติบางอย่างบกพร่อง (Sperm Disorders with Normal Counts) จะมีโอกาสตั้งครรภ์ 30-40% กรณีที่ “ท่อนำไข่” มีปัญหา (Tubal Damage) มีโอกาสสำเร็จ 20% อีกกรณีหนึ่งซึ่งเป็นปัญหาและประสบความสำเร็จร้อยมาแต่เดิมคือ “เชื้ออสุจิ” มีจำนวนน้อยมากกว่าปกติ (Sperm Disorders with Low Counts) จะมีโอกาสตั้งครรภ์เพียง 10% เท่านั้น
ที่กล่าวมาข้างต้น เป็นผลการดำเนินงานในสถาบัน ที่ไม่มีการทำ “อิ๊กซี่” แต่หลังจากปี ค.ศ. 1992 ( พ.ศ. 2535) ที่มีการค้นพบเทคโนโลยี “อิ๊กซี่” แล้วทำให้ปัญหาเรื่องมีลูกยาก อันเนื่องมาจาก “เชื้ออสุจิ” ผิดปกติหมดไป โดยมีอัตราการตั้งครรภ์สำเร็จ ในกรณี “เชื้ออ่อน” สูงถึง 30-40% เพิ่มจากเดิม 3-4 เท่า
more http://www.thaiclinic.com/medbible/infertile2.html http://www.jintabutr.com/
Category: News | Leave a Comment

Link
